37.เรื่องความสุขของกะทิ โดย นางสาวธมลวรรณ อังคสิงห์
การวิพากษ์วรรณกรรม
ประกอบรายวิชา 001222 ภาษา สังคม และ
วัฒนธรรม
โดย
นางสาวธมลวรรณ อังคสิงห์
รหัสประจำตัว
60660945
คณะสหเวชศาสตร์
สาขากายภาพบำบัด
ชื่อวรรณกรรม
ความสุขของกะทิ
แต่งโดย
งามพรรณ เวชชาชีวะ
พิมพ์ครั้งที่
65
สำนักพิมพ์
แพรว สำนักพิมพ์
ปีที่พิมพ์
2552
จำนวนหน้า
118
เนื้อหาโดยย่อ
เรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่เติบโตมากับตาและยายที่บ้านริมคลอง
ตากับยายไม่เคยเล่าเรื่องของแม่ให้กะทิฟัง แล้ววันหนึ่งยายถามว่าอยากไปหาแม่ไหม
แม่ป่วยหนักมาก น้าฎามารับกะทิไปหาแม่ที่บ้านชายทะเล แม่กับกะทิได้ใช้ชีวิตด้วยกัน
แม่เล่าให้ฟังว่าที่ทิ้งกะทิไว้กับตากับยาย เพราะตอนเด็ก ๆ
เคยเกิดอุบัติเหตุกับกะทิเพราะอาการป่วยของแม่
แม่ได้อธิฐานให้กะทิปลอดภัยแล้วแม่จะไม่แตะกะทิอีก แล้วกะทิปลอดภัย
แม่จึงทำตามที่พูด หลังจากเล่าเรื่องแม่ก็อารโคม่า ก่อนจากไปอย่างสงบ
พอเสร็จงานศพของแม่
กะทิเดินทางไปที่บ้านกลางเมืองของแม่ได้เข้าไปห้องที่มีลิ้นชักเต็มผนังห้อง
ซึ่งแม่เป็นคนจัดห้องนี้เอง แม่รวบรวมเรื่องราวทุกอย่างไว้ที่นี่ ทุกลิ้นชักมีเลข
พ.ศ. กำกับไว้ แล้วลุงตองก็ให้จดหมายที่จ่าหน้าถึงพ่อ
แล้วให้กะทิตัดสินใจว่าจะติดต่อพ่อหรือไม่ กะทิให้น้าฎาพาไปที่ตู้ไปรษณีย์
แต่ไม่มีจดหมายตอบกลับมา กะทิจึงกลับไปอยู่บ้านริมคลองกับตายาย
พี่ทองกลับมาจากต่างประเทศแล้วซื้อหนังสือมาฝากกะทิ
ในหนังสือมีโปสการ์ดที่เขียนด้วยลายมือพี่ทอง
กะทิได้เก็บโปสการ์ดนั้นไว้รวมกับจดหมายของแม่ที่เขียนถึงพ่อ
จดหมายที่กะทิไม่ส่งไปหาพ่อ กะทิกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม
ไม่เปลี่ยนแปลง
คุณค่าของวรรณกรรมที่ได้อ่าน
การใช้ภาษาที่ใช้ในการดำเนินเรื่อง เป็นภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่าย
ผู้เขียนเล่าเรื่องราวได้อย่างเรียบง่าย บรรยายได้อย่างกลมกลืน
ผู้เขียนใช้วิธีเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เผยปมปัญหาทีละน้อย
นำพาให้ผู้อ่านได้สัมผัสประสบการณ์ทางอารมณ์ของตัวละครที่เข้มแข็ง
วิถีชีวิตของบ้านริมคลองแสดงให้เห็นการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบสุข
อยู่กับธรรมชาติ มีความพอเพียงสามารถช่วยเหลือตนเองได้และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้
ในขณะที่คนเมืองใช้ชีวิตอ่างเร่งรีบ มุ่งเน้นกับการหาเงิน ให้ความสำคัญกับวัตถุ
ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ความรักและความผูกพันผู้เขียนได้เล่าถึงความรักของแม่และความเสียสละของแม่
เพื่อความปลอดภัยของลูก การเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้ลูก
ความรักความอบอุ่นของครอบครัวที่ทุกคนมีให้กัน อยู่เคียงข้างให้กำลังใจ
เป็นพลังให้ก้าวผ่านเหตุการณ์สูญเสียครั้งสำคัญ
บริบททางสังคมและวัฒนธรรม
จากเรื่องสะท้อนให้เห็นการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายของบ้านริมคลอง
ที่อยู่กันอย่างสงบ ใช้เรือในการสัญจร อยู่กับธรรมชาติ ปลูกผักผลไม้กินเอง
อยู่อย่างพอเพียง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันให้กัน อาศัยซึ่งกันและกัน
วัฒนธรรมการปลูกบ้านซึ่งในชนบทจะปลูกบ้านไม้ใต้ถุนสูง
เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านในฤดูฝน
และให้อากาศไหลผ่านให้บ้านเย็นในฤดูร้อน แต่คนในเมืองนิยมซื้อคอนโดอยู่
เพราะในเมืองมีพื้นที่น้อย ที่ดินมีราคาแพง เป็นความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น